A Trance of 21 Seconds

posted on 17 Jun 2009 00:07 by helium  in Free-Narrating, Rantings

ภายในห้องที่เงียบสนิทนี้มีเพียงเสียงนาฬิกา...

ผมจ้องมองเ็ข็มวินาทีกระดิกไหว ขณะที่เวลาของวันนี้กำลังจะหมดลง
เข็มวินาทีสีแดงสด ขยับเคลื่อนไปบนพื้นสีขาวที่ไร้สิ่งใดตกแต่ง
ไม่มีวันหยุดพัก ไม่มีวันลางาน ไม่มีวันการอู้อยู่กับที่
แล้วสิ่งต่างๆ.... ก็ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ห้วงความคิด

ภายในเวลา 21 วินาทีที่เข็มนาฬิกาขยับเดิน....

วินาทีที่ 1...
ผมหวนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้...
ความหงุดหงิดกับการจัดการ ความสำราญกับการแข่งขัน
ก่อนที่มันจะผ่านไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะหึหึในลำคอ

วินาทีที่ 2...
ผมหวนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน...
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสุดแรง ลำคอแหบแห้งที่กลืนน้ำลายไม่ลง
ก่อนที่มันจะผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความหวังเล็กๆ ในใจตัวเอง

วินาทีที่ 3...
ผมย้อนกลับมานึกถึงวันนี้
ความหวังที่เคยมีเมื่อวานนี้ สุดท้ายก็คงเป็นแค่การหลอกตัวเองของผม
วันนี้ยังคงผ่านไป โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ใจหนึ่งก็ยินดี แต่อีกใจหนึ่งกลับปวดร้าวจนทรมาน

 วินาทีที่ 4...
ผมนึกกลับไปถึงเหตุการณ์เช้าวันนี้
ทำไมผมถึงต้องรีบเร่ง ทำไมถึงต้องตาลีตาเหลือกเร่งฝีเท้า
มันมีเหตุผลใดอื่นอีก นอกเสียจากมาให้ทันเวลาเข้าเรียน
ผมคาดหวังอะไรอยู่
และได้สิ่งที่คาดหวังนั้นมาหรือไม่
คำตอบก็คือ ผมไม่รู้ว่าผมหวังอะไร....
และในเมื่อผมไม่รู้.... ผมก็ไม่ได้ในสิ่งที่หวัง

วินาทีที่ 5....
ผมนึกถึงท้องฟ้าในตอนเช้า ตอนเที่ยง และย่ำเย็น
ท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตะวันแรกแย้ม มาเป็นฟ้าโปร่งร้อนระอุ
และสิ้นสุดด้วยฟ้ามืดเมฆคล้ำดั่งเช่นวันวาน
ฝนคงตกเมื่อเช่นเมื่อวาน และทุกอย่างก็คงตกอยู่ในความหม่นหมอง....
ทว่าวันนี้ทั้งที่ฝนไม่ตก เหตุไฉนบรรยากาศจึงไม่สดใสอย่างที่มันควรเป็น
ผมไม่เข้าใจ....

วินาทีที่ 6...
ผมนึกถึงเกมที่นั่งเล่นในเวลาว่างเมื่อคืนวันอาทิตย์
เสียเวลาไปกับมันมาก แต่กลับไม่ได้สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้
แม้จะพยายามเรียกร้องกับผู้ดูแลเกม แต่ผมก็รู้ดีว่าคงไม่ได้รับการรับฟัง
เมื่อไม่มีผลประโยชน์หยิบยื่นให้เขา ก็คงป่วยการืที่จะเสนอความคิด
ผมคิดว่าโลกแห่งความจริงก็คงเป็นเช่นนั้น
และไม่มีอะไรเป็นจริงดั่งที่เราหวังทั้งหมดแน่นอน

วินาทีที่ 7...
ผมนึกถึงหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ
รถไฟสายทางช้างเผือก ของ มิยาซาวะ เคนจิ
สิ่งที่ผมทำทุกวันนี้เพียงพอที่ผมจะมีสิทธิ์ได้ขึ้นรถไฟขบวนนั้นหรือไม่
หรือชีวิตมนุษย์เราทุกวันนี้โสมมเกินกว่าจะเอื้อมถึงอุดมคติเช่นนั้นแล้ว
หรือเราอาจจะมีตั๋วขึ้นรถไฟขบวนนี้อยู่กับตัวแล้ว
แต่ชีวิตประจำวัน ทำให้เรามองข้ามมันไป
จนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงที่อยู่ในอากาศ

วินาทีที่ 8...
ผมนึกถึงหนังที่ดูในคาบเรียนวันนี้
ชีวประวัติของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ กับข้อความที่ฝากไว้ให้มนุษยชาติ
การกระทำของชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง สั่นสะเทือนได้ทั้งโลก
แต่จะมีคนสักกี่คนที่ทำเช่นนั้นได้
จำนวนมากต้องตายไป โดยไม่อาจทำอะไรได้สำเร็จ
อีกจำนวนมากล้มเหลวไป เหลือไว้แค่บทเรียนที่เจ็บปวด
อีกที่เหลือไม่รู้เท่าไหร่เลือนหายไป ...และไม่เหลือแม้ในความทรงจำของคนเรา
และอีกนับล้าน... ที่ั่ชั่วชีวิตนี้ เราอาจไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขาเลย..
แล้วเราจะทำอะไร.... อย่างไร ....บนโลกใบนี้

วินาทีที่ 9...
ผมนึกถึงวันวานในวัยเด็ก
ความฝันที่เคยมีในตอนยังไร้เดียงสา่ ช่วงเวลาที่มีแต่สิ่งอยากทำเต็มไปหมด
ตำรวจ ทหาร พ่อครัว นักร้อง นักดนตรีไทย นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์
เมื่อเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่อยากทำในชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปตาม
แต่สุดท้าย มีเพียงสิ่งเดียวที่น่าจะเชื่อมทุกอย่างไว้ด้วยกัน
และสิ่งนั้นเพิ่งผุดขึ้นมาทุกวันนี้...
ผมอยากบอกอะไรสักอย่าง ให้ใครสักคน หรือหลายๆ คนบนโลกนี้ได้รับรู้
อาจมีเพียงแค่สิ่งนั้นจริงๆ...
และนั่นคงหล่อหลอมตัวผมขึ้นมาในทุกวันนี้

วินาทีที่ 10...
ผมนึกถึงอดีต... แต่ไม่ใช่อดีตอันไกลโพ้น
นึกถึงอดีตที่เพิ่งผ่านมาล่าสุด
นึกถึงความคิดฟุ้งซ่านที่เกาะกุมสมองตลอดทางนั่งรถกลับบ้าน
ตลอดทางเดินริมถนน ตลอดทางเดินข้ามสะพานลอย
ตลอดทางออกจากร้านอาหาร
คนเราปกติใช้เวลาเท่าไหร่หมกอยู่กับความคิดตัวเอง
ผมไม่อาจทราบได้
ผมอาจลืมเรื่องที่กำลังคิดในตอนนั้นภายในคืนวันนี้
หรือมันอาจจะหลอกหลอนผมไปตลอดชีวิต...
ผมไม่รู้...
ไม่รู้จริงๆ...
และนั่นล่ะ.... ที่ทำให้ผมกลัว...

วินาทีที่ 11...
ผมหวนคิดถึง 10 วินาทีที่ผ่านไปเมื่อครู่
มีกี่เรื่อง ที่ผมคิดอยู่เป็นประจำ ที่เป็นเรื่องปกติในสติรับรู้ของผมเอง
และมีสักกี่เรื่อง ที่เพิ่งผ่านเข้ามา เพียงเพราะความคิดฟุ้งซ่านที่เกาะกุมสมองอยู่นี้
เป็นเพราะผมเพิ่งเอะใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นข้างใน
หรือเพราะอะไรอะไรรอบกายมันกดดันให้เปลี่ยนแปลง
อะไรคือความคิดของผม อะไรคือความคิดของคนอื่น
อะไรคือความคิดของเธอ อะไรคือการตัดสินใจที่เกิดขึ้น
หมากที่เดินไปแล้วย้อนกลับคืนมาที่เดิมไม่ได้
ผมจึงได้แต่คิด คิด คิด....และคิด
10 วินาทีที่ผ่านพ้นไป เกินกว่าครึ่งจึงกลายเป็นเรื่องฟุ้งซ่านที่ผ่านเข้ามา

วินาทีที่ 12...
ผมนึกถึงการบ้านภาษาญี่ปุ่นที่ทำค้างไว้อยู่
"จงเติมคำในช่องว่าง .......... ชิตาระ อิอีโตะ โอโมอิมัส"
แปลได้คร่าวๆ ว่า ผมคิดว่าหาก ....(ทำอย่างนี้)... ก็คงจะดีนะ
ใช่.... หากทำได้อย่างที่ใจคิดอย่างนั้นอย่างนี้ก็คงจะดี
คนญี่ปุ่นสุภาพในการพูด เกรงใจโดยปรากฎออกมาในภาษา
แต่ความจริงก็ยังคงซ่อนอยู่ในความจริงไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะเราทำอย่างที่คิดว่าดีไม่ได้เสมอไป
เพราะเราอาจทำมันไม่ได้
หรือเพราะมันไม่มีสิ่งที่ดีจริงๆ อยู่เลยต่างหาก

วินาทีที่ 13...
ผมคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาทิตย์นี้
ตรางการซ้อมในชมรม ตารางการแข่งขันที่ยังต้องมีต่อ
นี่คือสิ่งที่ผมต้องทำ นี่คือสิ่งที่ผมถูกเลือกให้มาทำ
นี่คือสิ่งที่ผม "เลือกจะทำ" หรือเปล่า.... ผมเองก็ไม่รู้
ผมมีความสุขที่จะทำไหม ...บอกตามตรงก็ไม่รู้
แต่หากทำแล้วมันให้คำตอบนี้ได้
มันก็คุ้มค่าที่จะทำไม่ใช่หรือ
ผมก็จะนัดรุ่นน้องในชมรมซ้อม และดูพวกเขาต่อไป
ผมอาจได้คำตอบอะไรจากพวกเขาก็ได้

วินาทีที่ 14...
แล้วใบหน้าของเด็กคนหนึ่งก็ปรากฎขึ้นมา
ผมยาวสีน้ำตาลยุ่งเหยิง ที่ปกปิดดวงตาข้างหนึ่งไว้ และรอยยิ้มราบเรียบเย็นชา
ตัวละครในเรื่องราวที่ผมจินตนาการขึ้น และบันทึกลงบนแผ่นกระดาษ
เธอมีชีวิตอยู่ในนั้น และผมมีชีวิตอยู่ตรงนี้
แต่ทั้งผมและเธอก็คงตามหาในสิ่งเดียวกัน
"คำตอบ" ของคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ
ฉันควรทำอะไรต่อไป
ฉันทำอย่างที่ทำทุกวันนี้ดีแล้วใช่ไหม
ฉันจะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ต่อไปดีไหม
ฉันเป็นใคร.....
ไนติงเกล....

วินาทีที่ 15...
ผมนึกถึงรุ่นพี่หลายๆ คนที่รู้จักกันผ่าหน้าจอคอมพิวเตอร์
ชีวิตที่ยุ่งและรีบเร่งของพวกเขา ชีวิตที่ต้องทำงานอยู่ในกระแสของความเป็นผู้ใหญ่
ผมนึกถึงคำเตือน คำพูดยุแหย่ คำพูดติดตลกคำพูดหยอกล้อ
ทั้งหมดทำให้ผมเพลิดเพลินยามที่คุยกับพวกเขา
และทำให้ผมคิดถึงพวกเขา
ในวันที่เขายังไม่ได้ก้าวออกไปที่ตรงนั้น เขาคิดถึงอะไร
ทุกวันี้ เขายังคิดถึงมันอยู่ไหม
เขาพอใจ กับชีวิตที่เป็นเช่นนี้หรือไม่
ผมอยากได้คำตอบ เพระาอย่างน้อย มันอาจผลักความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากสมองผมได้บ้าง

วินาทีที่ 16...
ผมนึกถึงเอกสารยื่นขอทุนในกระเป๋าสะพาย
โดยไม่ทันตั้งตัว จุดที่อาจเปลี่ยนทางเดินชีวิตก็มาถึงอีกครั้ง
ผมพอใจกับชีวิตประจำวัน และอยากให้มันเป้นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด
แต่ความเปลี่ยนแปลงย่อมมาถึงสักวันโดยที่ผมต้องเลือกจะไหลไปตามมัน
หรือยืนอยู่กับที่ให้มันซัดโถมเข้าใส่ และพาผมไปด้วยกำลัง
ผมไม่ใช่คนขยัน บางครั้งผมขี้เกียจมาก และอยากหยุดอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรอีก
แต่ผมรู้....
ว่าความเจ็บปวดตอนที่โดยความเปลี่ยนแปลงซัดล้มทั้งยืน มันเจ็บปวดแค่ไหน
และผมคงไม่อยากรับรู้มันอีกเป็นครั้งที่สอง
ผมเริ่มกรอกใบสมัคร และไหลไปตามกระแสที่จะพาผมไปจากที่นี่

รวมทั้งวันที่ที่จะเป็นจุดเริ่มต้น
ทั้งชีวิตของผมเมื่อ 21 ปีที่แล้ว
และชีวิตของผมจากวันนี้ไป

วินาทีที่ 17...
ผมนึกถึงเพลงโปรดที่ตัวเองฟังทุกวันไม่เคยเบื่อ
"สิ่งสำคัญนั้นมีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น
ฉันจะไม่หลอกตัวเองอีกแล้ว
เพราะฉันจะไม่สูญเสียสิ่งใดอีก ฉันจึงไม่ต้องกำมันไว้ในมือ
ถึงแม้จะทำมันหล่นหาย ก็จะหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง...
 
เมื่อฉันสังเกต สิ่งที่ไม่อาจนำมันเข้ามาใกล้กับหัวใจได้ง่ายๆ นั้น
ในตอนนี้ มันย้อมหัวใจของฉันให้แข็งแกร่งกว่าเมื่อวาน
สิ่งที่ถูกยื่นมาให้ฟรีๆ ย่อมไม่ให้อะไรกับชีวิตฉัน
มันไม่มีความหมายแล้ว
ค่ำคืนที่ฉันหลงทางจบลงแล้ว"
คำตอบทีผมตามหา
สิ่งสำคัญที่ผมตามหาในชีวิต
มันอยู่ตรงนี้แล้ว หรืออยู่ในอนาคตข้างหน้า
หรืออยู่ในปัจจุบันนี้ ผมก็ไม่รู้....
บทเพลงกล่าวถึงชีวิตที่มีความหวัง...
แต่ผมยังไม่แน่ใจ ว่าค่ำคืนที่หลงทางของผมจบลงหรือยัง
ผมอาจต้องตามหาต่อไป โดยไม่มีวันมองหามันเจอก็ได้
ผมพร้อมจะรับความโหดร้ายนั้นไว้หรือยังนะ...

วินาทีที่ 18...
ผมนึกฟุ้งซ่านถึงความเปราะบาง....
สิ่งที่ฉุดรั้ง สิ่งที่ขวางกั้น สิ่งที่หน่วงเหนี่ยวไม่ให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจหวัง
ในทางกลับกัน มันก็เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมผมไว้กับสิ่งนั้น
ผมอยากทำลายมันลงเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ผมรู้ว่ามันเปราะบางแค่ไหน เพียงคำพูดประโยคเดียวก็คงเพียงพอจะทำลายมัน
แต่ผมกลัว....
ผมกลัวที่จะสูญเสียอีก...
จึงยังพยายามกำความเปราะบางนั้นไว้ในมือ
โดยไม่รู้ตัวว่า การทำเช่นนั้น จะบีบให้ความเปราะบางนั้นแหลกสลายไปกับมือหรือไม่
ผมมันขี้ขลาด....
จึงทำได้เพียงกำความเปราะบางนั้นไว้ในมือ
และทำได้เพียงเท่านั้น
 
วินาทีที่ 19...
ผมร้องไห้...
หรือหากจะให้ถูก ผมตัดสินใจร้องไห้...
จำไม่ได้ว่าน้ำตาไหลออกมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่มันนานมากแล้ว
ผมมักร้องไห้ให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องในอดีต
ถูกดุด่า ถูกหยอกล้อ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกดูหมิ่น....
แต่วันนี้ ผมร้องไห้ให้กับตัวเอง
กับความฟุ้งซ่าน กับความหวาดกลัว กับความอ่อนแอ กับความโง่เขลา
ทำไมถึงเก็บเรื่องฟุ้งซ่านนี้เข้ามาในสมอง...
อะไรทำให้ความรู้สึกที่เคยราบเรียบเปลี่ยนไปเช่นนี้
ทำไมความรู้สึกเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ถึงผุดขึ้นมาเพื่อหวังจะเหนี่ยวรั้งสิ่งนั้นไว้
ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม....
ไม่รู้ว่าทำไม แต่น้ำตาก็ไม่ยอมหยุดไหล
น่าสมเพศ...

วินาทีที่ 20...
ผมหยุดร้องไห้ในที่สุด และคิดถึงอนาคต
ในอดีตผมเคยมีความฝันมากมาย ควาัมฝันถึงสิ่งที่อยากจะเป็น
ปัจจุบันผมละทิ้งความฝันเหล่านั้น และอุทิศตัวให้กับสิ่งที่ตัวเองชอบที่สุดในตอนนี้
แต่อนาคตล่ะ มันจะเป็นเช่นไร
ผมจะต้องละทิ้งสิ่งที่ตัวเองชอบในวันนี้ไปหรือไม่
จะมีสิ่งไหนที่จะเข้ามาแทนที่มันได้อีกหรือ
หรือผมอาจจะต้องละทิ้งมันไปโดยไม่มีสิ่งใหม่ทดแทน
และกลายเป็นกระบอกกลวงๆ ที่ไร้สมองบนโลกใบนี้
ผมจะสู้กับความคิดนี้โดยลำพังได้หรือไม่
มีใครที่จะยื่นมาเข้ามาช่วยผมได้หรือเปล่า
หรือผมจะตกอยู่ในความคิดฟุ้งซ่าน จนพ่ายแพ้ก่อนจะได้คิดมันหรือไม่...
ผมไม่รู้...
ผมไม่รู้เลย...
ผมเริ่มมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง...
ผมเหลือเพียงแค่ปัจจุบัน...
และอดีตที่เป็นเพียงภาพลางๆ ปริ่มจะจางหาย...

...งั้นเหรอ?
...
 
วินาทีที่ 21...

ผมหยุดคิด...
และสูดหายใจลึกๆ....

21 วินาทีผ่านไปแล้ว และนาฬิกาหยุดลงที่ 24 นาฬิกา ของวันที่ 17 มิถุนายน 2552
7665 วันของชีวิตผ่านพ้นไป วันที่ 7666 เริ่มต้นด้วยสมองที่ปลอดโปร่ง
ช่างมัน....
ถึงจะยังมีเรื่องที่ไม่รู้.... ช่างมัน...
อาจจะยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ... ช่างมัน...
คงยังมีเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจ.... ช่างมัน...
คำตอบ ทางออก หนทางแก้ไขของสิ่งเหล่านั้น มันไม่หนีไปไหน
เป็นกังวลกับมันทำไมกัน...

อาจมีข้อความที่ส่งไปไม่ถึงผู้รับ ...แล้วไง...
อาจมีสิ่งที่อยากทำแต่ล้มเหลวจนต้องล้มเลิก ...แล้วไง...
อาจมีคำพูดที่บั่นทอนให้หยุดคิด หยุดทำ... แล้วไง...

ยังมีลมหายใจอยู่ไม่ใช่หรือ...
ยังเหลือมือทั้งสองข้างอยู่ไม่ใช่หรือ...
ยังยืนได้ด้วยเท้าทั้งสองของเราเองไม่ใช่หรือ...
ทุกอย่างก็ยังมีเท่าคนอื่นแท้ๆ...
เดินต่อไปตามทางที่เป็นนั่นล่ะ...
คำตอบคงรออยู่ที่ปลายทางแน่นอน....


แต่ก็อย่านิ่งนอนใจล่ะ...
7665 วันผ่านพ้นไปแล้ว...
เหลืออีกไม่ถึง 13000 วันเท่านั้น....
ใช้เวลาให้คุ้มค่าล่ะ...

ตัวฉัน....

----------------------------------------------

ลงบันทึกเมื่อ : ช่วงต่อของคืนวันที่ 16-17 มิถุนายน 2552
ลงบันทึกครั้งแรก : ในห้วงความคิดของข้าพเจ้า

HeliumHe


Summer Sky, Sunlight, and Loneliness

posted on 15 Jun 2009 22:12 by helium  in Free-Narrating

ว่าด้วยฟ้าโปร่ง แสงสว่าง และความอ้างว้าง...

ฟ้าโปร่ง แสงสว่าง อ้่างว้่าง
มีนาคม เมษายน พฤษภาคม
กลิ่นไอแดดแผ่ฟุ้งหอมหวนจนไม่อยากตื่นนอน
คลื่นความร้อนแผ่ซ่านจนไม่อยากขยับตัว
แหงนหน้าขึ้นสู้กับท้องฟ้า สบตากับดวงตะวันที่แรงกล้า
แล้วทิ้งตัวลงนอนตามลำพัง ในกาลเวลาที่ยังคงไหลผ่านไป

ฟ้าโปร่ง แสงสว่าง อ้างว้าง
ผืนผ้าสีครามทอดตัวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา
หมู่เมฆาแต่งแต้มอยู่้เต็มฟ้า ล่องลอยไปมาอย่างอิสระ
บรรยากาศที่แสนสดใส แต่เหตุใดภายในใจถึงโศกเศร้า
ท้องฟ้าทอดยาวกว้างไกล แต่ทำไมขาคู่นี้ถึงไม่อาจก้าวเดิน
ไม่ว่าท้องฟ้าจะไกลสักเพียงไหน สุดท้ายมันก็ครอบเราไว้อยู่ ณ ที่แห่งเดิม
ได้แต่แหงนมองท้องฟ้า ในกาลเวลาที่ยังคงไหลผ่านไป

ฟ้าโปร่ง แสงสว่าง อ้างว้าง
ดวงตะวันเปล่งแสงแรงกล้า จนดวงตาไม่อาจสู้แสงนั้นได้
จุดความสว่างไสวไปทั่วหล้า นำพาทิวาเข้ามาแทนราตรี
จุดชีวิตใหม่ให้ต้นไม้ใบหญ้า นำพากาลเวลาให้หมุนเวียนไป
แต่ทำไม รอบกายยังคงมีแต่ความมืดมิด
แสงแดดส่องไปทั่วทุกทิศ แต่ในดวงจิตยังมีเพียงเมฆฝน
ยืนอยู่ท่ามกลางพายุใหญ่ เพราะเหตุใดถึงมีเพียงเราที่อยู่ลำพัง
ได้แต่เฝ้าก่นด่าโชคชะตา ในกาลเวลาที่ยังคงไหลผ่านไป

ฟ้าโปร่ง แสงสว่าง อ้างว้าง
แผ่นดินกว้างแห่งนี้ไม่มีผู้ใดเหลืออยู่
ฤดูร้อนครั้งนี้ไม่มีสิ่งใดเหลือให้จดจำ
มีเพียงสีขาวและดำในโลกที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียว
ผู้คนผ่านมาและผ่านไป
แต่ไม่มีใครหยุดแวะเวียน
เราอยู่คนเดียวบนโลก หรือถูกทิ้งไว้เพียงคนเดียวบนโลก
ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ภายในใจยังคงมืดสนิท
เหลือไว้เพียงความอ้างว้าง กับภาพจางๆ ที่พร่ามัวในความคิด
แสงแดดที่ร้อนแรงคงลวงตา หลอกเราว่าชีวิตนี้ยังคงมีหวัง
ปล่อยตัวเองจมลึกลงไป ในกาลเวลาที่ยังคงไหลไม่สิ้นสุด

ไม่เอาแล้ว...
พอกันที....



ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง...

เสียงจักจั่นยังคงร้องระงมอยู่บนต้นไม้
โมบายตรงหน้าต่างยังคงส่งเสียงรับลมอ่อน
แดดรอนรอนในยามเย็นยังคงงดงาม
ฟ้าสีครามที่กำลังเปลี่ยนสียังคงอยู่เช่นเดิม

แม้ฟ้าโปร่งจะพาให้หวนคิดถึงอิสระที่ไม่มีวันได้รับ
แม้แสงสว่างจะดับลงเหลือเพียงความมืดมิด
แม้ความอ้างว้างจะเข้ามาในความคิดจนแทบทนไม่ไหว

แต่ฤดูร้อน ก็ยังคงผ่านมา และผ่านเลยไป
ทิ้งไว้เพียงลมอุ่นและความทรงจำ...


กับภาพลวงตาของความอ้างว้างที่แสงตะวันสาดส่องลงมา...
ในช่วงนิทราที่เผลอปล่อยใจไปกับกาลเวลา...

------------------------------------------
ลงบันทึกเมื่อ : 15 มิถุนายน 2552
ลงบันทึกครั้งแรก : ที่นี่

HeliumHe


         ในที่สุดช่วงเวลาที่มีแต่งานต้องทำส่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับแต่คงต้องขออภัยด้วยที่ยังไม่สามารถนำตอนต่อไปของบันทึกการเดินทางมาลงได้ วันนี้จึงขอคั่นเวลาด้วยเพลงเก่าจากสเปซของผมอีกสักเพลงจากเสียงร้องอันดับหนึ่งในใจของผมตอนนี้ ...
          หากจะให้พูดกันตรงๆ เพลงนี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ "งาน" ของผมสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ล่าสุดนี้เพิ่งจะได้รับข่าวดีว่าใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเร็วๆ นี้ผมคงนำข่าวเกี่ยวกับงานชิ้นนี้มาประกาศให้ทราบกันนะครับ

--------------------------------------------------




Suehisen made nan mile? (How many miles to the horizon?)

คำร้อง/ขับร้อง : Chata
ดนตรี/ทำนอง : HIR

透き通る陽射しが 眩しくて俯く
スタートの合図を 目を閉じ 待つ

踏み出す前の気持ちは いつも音のない世界で
少しだけ怖くなるけど
一緒に頑張ってきた 笑顔と声が浮かんでくる
今日は 一人じゃないんだ

みんなの想い乗せて 白い翼が前へ進む
しっかり風を捕らえて ここから飛び立とう

空に溶けてく 青の奇跡に乗る
見渡す限り 光に満ちて

一つ一つ繋いできた 空へ向かうための絆
手探りから始まった日々 越えて 今

一人で行き詰まる時も 支えてくれる誰かないて
一歩ずつ 歩んできた道

同じ目標に向かって それぞれの手を取り合って
私たちはここにいる
 
ひとつの願い抱いて 白い翼で空を泳ぐ
どんな風にも負けない 信じているから

空と海とが ひとつになる場所へ
水面で揺れる 影と一緒に どこまでも

もっと 遠くへ 飛んでゆける
水平線の向こう
ずっと このまま 飛んでいたい
風になりたい


Romanji

Suki tooru hizashi ga   mabushikute utsumuku
SUTAATO no aizu o   me wo toji   matsu

Fumidasu mae no kimochi wa   itsumo oto no nai sekai de
sukoshi dake kowakunaru kedo
isshou ni kanbatte kita   egao to koe ga ukande kuru
kyou wa  hitori ja nai-n da

Minna no omoi nosete
shiroi tsubasa ga mae e susumu
shikkari kaze o toraete
koko kara tobitatou

Sora ni toketeku  Ao no kiseki ni noru
Miwatasu kagiri  hikari ni michite

Hitotsu...hitotsu tsunaide kita
Sora e mukau tame no kizuna
Tesaguri kara hajimatta hibi   koete  ima

Hitori de iki tsumaru toki mo 
sasaetekureru dareka nai te
ippozutsu  ayunde kita michi

Onaji mokuhyou ni mukatte
sorezore no te o toriatte
Watashitachi wa koko ni iru

Hitotsu no negai daite
Shiroi tsubasa de sora o oyogu
donna kaze ni mo makenai  shinjite iru kara

Sora to umi to ga hitotsu ni naru bashou e
minamo de yureru  kage to isshou ni
doko made mo...

Motto   tooku e   tonde yukeru
Suiheisen no mukou
Zutto    kono mama   tonde itai
kaze ni naritai...


Translation

แสงตะวันที่ส่องผ่านลงมา สุกสว่างยังพสุธาเบื้องล่าง
หลับตาคู่นั้นลงช้าๆ และรอคอยเวลาที่ทุกอย่างจะเริ่มต้น

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนจะก้าวไปข้างหน้านั้น
เหมือนกับอยู่ในโลกที่ไร้สรรพเสียง
จนทำให้ตัวฉันยังรู้สึกหวาดกลัว...
แต่ว่า...
ยังนึกถึงอุปสรรคที่เราผ่านมาด้วยกัน
ภาพรอยยิ้ม และน้ำเสียงที่ผุดขึ้นในภวังค์
ทำให้บอกตัวเองได้ว่า วันนี้ฉันไม่ได้อยู่เดียวดาย...

บันทึกความทรงจำทั้งหมดนี้ไว้
แล้วทะยานไปข้างหน้าด้วยปีกสีขาว
ล่องลอยติดไปกับสายลมที่พัดผ่าน
และออกบินไปจากตรงนี้ด้วยกันเถอะ

หลอมตัวเองให้เป็นหนึ่งกับท้องฟ้า
บินทะยานไปบนปาฏิหารย์แห่งสีครามนั้น
ทอดสายตาไปให้ไกลสุดขอบฝัน
แล้วจะเห็นแสงสว่างที่โอบล้อมทุกสิ่ง

มีเพียงสิ่งเดียว สิ่งเดียวเท่านั้นที่เชื่อมเราไว้
คือสายสัญญาของเราเพื่อที่จะมุ่งไปยังท้องฟ้าไกล
วันแล้ววันเล่าจากวันแรกที่ได้เพียงกวัดแกว่งมือทั้งสอง
บัดนี้ มันได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ช่วงเวลาที่ติดอยู่กับอุปสรรคเพียงลำพัง
และไม่มีใครสักคนยื่นมือมาช่วยเหลือ
บนเส้นทางเหล่านั้น ฉันเดินผ่านมาทีละก้าวจนบัดนี้

ด้วยเป้าหมายเดียวกันที่เรามุ่งไปหา
และมือของเธอที่คอยกุมฉันไว้ทุกครั้ง
จนในตอนนี้ ที่เรามาถึงจุดนี้ด้วยกัน

โอบกอดคำอธิษฐานเพียงหนึ่งเดียวนี้ไว้
แล้วฉันจะแหวกว่ายไปบนฟ้าด้วยปีกสีขาวคู่นี้
ไม่ว่าสายลมนั้นจะแรงสักแค่ไหน ฉันก็จะไม่มีวันแพ้
เพราะฉันยังเชื่อมั่นในเธออยู่เสมอ...

สู่ที่แห่งนั้น ที่ที่ผืนฟ้าและมหาสมุทรหลอมเป็นหนึ่งเดียว
ล่องลอยไปพร้อมคลื่นในท้องทะเล พร้อมกับแสงสว่างบนนั้น
ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม...

บินออกไป  ถึงจะไกลแค่ไหน  ก็จะทะยานออกไปให้ถึง
จนกว่าจะข้ามผ่านเส้นขอบฟ้าสุดตา
อยากจะบิน  อยู่อย่างนี้  ล่องลอยอย่างนี้ตลอดไป
ให้ตัวฉันได้กลายเป็นสายลม...

----------------------------------------

ขอขอบคุณ http://yoshower.blogcn.com/index.shtml สำหรับเนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่น

แปลเมื่อวันที่ : 21 ธันวาคม 2551
แปลและลงบันทึกครั้งแรก : http://hetaroshaven.spaces.live.com

HeliumHe

A Trip to Greyish World - Day 2 : Around & Around

posted on 15 May 2009 20:24 by helium  in Rantings
15 เมษายน 2552

5.30 น.

ไอเย็นค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาผ่านหน้าต่างที่กำลังเปิดอ้า
ฉันมองดูนาฬิกา เห็นเข็มสั้นหยุดอยู่ระหว่างเลขห้าและเลขหก
ก่อนจะหันกลับไปจ้องมองนอกหน้าต่าง และตะลึงงันกับแสงอาทิตย์แรงกล้าราวเที่ยงวัน

ที่นี่ไม่เหมือนบ้าน ที่ในยามนี้คงยังหลับไหลอยู่ภายใต้ความมืดมิด
ที่นี่ไม่เหมือนบ้าน เพราะยามเช้ามืดที่นี่สว่างไสวราวกับกลางวัน
ที่นี่ไม่เหมือนบ้าน เพราะแม้วันใหม่จะเพิ่งเริ่มต้น แต่สองเท้าก็ผู้คนก็ก้าวเดินไปมาอยู่เต็มท้องถนน

วันใหม่เริ่มขึ้นแล้ว ในเมืองสีเทาแห่งนี้
ท่ามกลางแสงตะวันที่อบอุ่น...
และลมหนาวที่เย็นยะเยือก...

---------------------------------------------------------

           สิ่งแรกที่ทำให้ผมตะลึงงันกับประเทศนี้ ก็คือภาพที่เห็นตอนตีห้านี่ล่ะครับ
           แม้จะเคยมาประเทศนี้สองครั้งแล้ว แต่นี่เป็นเช้าวันแรกในประเทศนี้ที่ผมตื่นก่อนเข็มนาฬิกาจะชี้บอกเวลาหกโมงเช้าเนื่องจากตารางการตะลอนในวันนี้ค่อนข้างจะยุ่งเหยิงพอสมควรแต่อีกสาเหตุนึงคือผมก็อยากจะลองดูท้องฟ้าตอนพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นของที่นี่ด้วย ไหนๆ เราก็เรียกกันว่าดินแดน "อาทิตย์อุทัย" กันไม่ใช่หรือ...
           แต่ท้องฟ้าที่ผมเห็นตอนตีห้าของที่นี่ มันคือแบบเดียวกับที่เห็นในเมืองไทยได้ตอนเจ็ดโมงนี่สิครับ....
           ผมสาบานได้นะว่านาฬิกาบอกเวลาไม่ผิด เพราะผมเช็กแล้วเช็กอีกว่าตอนนี้มันกำลังบอกเวลาของโตเกียวไม่ใช่กรุงเทพ กระนั้นผมก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่นี่พระอาทิตย์จะขึ้นได้เร็วขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของประเทศอยู่ตรงนี้เลยมีผลทำให้เป็นเช่นนี้ แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็พลาดฉากตะวันฉายที่อยากเห็นไปอยู่ดี
           คงไม่คิดจะตื่นขึ้นมาเช้ากว่านี้หรอกครับ ทรมานตัวเอง....
           วันนี้ท้องฟ้าที่เห็นนอกหน้าต่างคนละเรื่องกับเมื่อวานเลยล่ะครับ แม้จะเป็นตอนเช้ามืด (?) อยู่ก็ตาม แต่แดดใสๆ กับท้องฟ้าที่แทบไม่มีเมฆเลยแม้แต่ก้อนเดียวก็ทำให้บรรยากาศที่ยังมีไอเย็นจากหน้าหนาวอยู่นั้นดีมากๆ ผมนึกภาวนาขอให้วันที่ต้องออกเดินทางไปชมวิวที่อื่นๆ มีอากาศแบบนี้ทุกวันจริงๆ.... แต่ก็รู้ล่ะครับ ว่าบางทีมันอาจจะเป็นไปไม่ได้
           ฤดูนี้อากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่ญี่ปุ่นเองก็เหมือนกัน
          ว่าแล้วก็ล้างหน้า แปรงฟัน บิดขี้เกียจสองสามทีให้หายล้า แล้วบอกลา Aizuya Inn ชั่วคราวกันเถอะ วันนี้อย่างที่ผมบอกนั่นล่ะ คงได้เดินกันหนำใจแน่นอน
            กับการตลุยโตเกียวภาคตามใจฉัน...

            Stop 1 : Tsukiji Market
           
            หลังจากที่ผมพูดถึงไปใน Day 1 วันนี้ก็เป็นวันแรกซะทีครับกับการเริ่มใช้ตัวอภิสิทธิ์ชน East Pass ของพวกผม หลังจากที่ต้องเสียค่ารถไฟกันไปหลายพันเยนเมื่อวานนี้ (รวมค่าโง่ด้วย) แต่ปรากฎว่า ที่หมายแรกของพวกผมก็ดันต้องเสียตังค์เพิ่มจนได้ เพราะ JR มันไม่วิ่งผ่าน ต้องไปด้วยใต้ดินเท่านั้น..... ใช่ครับ ตลาดปลาซึคิจินั่นเอง

            หากจะกล่าวกันสั้นๆ ถึงสถานที่นี้ ก็คงเรียกได้ว่าเป็นตลาดค้าส่งวัตถุดิบจากทะเลและอาหารทะเลทุกชนิด ให้เปรียบก็คงประมาณมหาชัยของบ้านเรานั่นล่ะครับ แต่ที่นี่จะมีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง นั่นคือ การประมูลปลาช่วงเช้ามืด ซึ่งจะนำปลาที่เพิ่งจับได้ในแต่ละคืนมารวมกันที่อาคาร ก่อนจะทำการประมูลและพ่อค้าที่ได้ก็จะนำไปขายส่งต่อไปในเวลาเช้า -ตลอดทั้งวันนั้น.... และอย่างที่คิดล่ะครับ ผมไปไม่ทันการประมูลแน่นอน เพราะมันจัดช่วงตีห้าถึงหกโมงเช้า ตอนเจ็ดโมงก็ไม่มีอะไรเหลือตรงนั้นแล้วล่ะครับ
            พวกผมไปถึงตลาดปลากันได้ตอนประมาณเจ็ดโมงเฉียดๆ แปดโมงเช้า อาศัยเส้นทางรถไฟใต้ดินสายฮิบิย่าครับ ขึ้นมาจากแถวๆ อุเอโนะ นั่งบนรถไฟไปก็มองตั๋ว East Pass และกระเป๋าตังค์ตัวเองตาละห้อยไป ไม่อยากจะคิดเหมือนกันครับว่าเพียงแค่วันที่ 2 เงินในกระเป๋าผมก็หมดค่าใช้จ่ายรวมค่าตั๋วรถไฟและโรงแรมไปเกือบ 3 หมื่นเยนแล้ว และคาดว่าหลังจากวันนี้ไปมันคงเหลือน้อยลงกว่านี้อย่างน่าใจหายเป็นแน่

     
   


           เผลอใจลอยไปนิดหน่อย ไม่รู้ตัวเลยครับว่ามาถึงแล้ว...
        


           บรรยากาศของตัวตลาดไม่ค่อยต่างจากที่ผมจินตนาการเท่าไหร่ครับอารมณ์เดียวกับตลาดสดที่เห็นได้ในบ้านเรา แต่ที่แตกต่างคือสินค้าที่ขายนี่ล่ะครับ หลายอย่างนี่เห็นแล้วแทบจะต้องอุทานว่านั่นมันอะไร อย่างรูปที่เห็นด้านบนนั่นเข้าใจว่าคือทูน่ากำลังแล่สดๆ ส่วนข้างล่างก็น่าจะเป็นกุ้งมังกรสักแบบนึงล่ะนะครับ ....เห็นแล้วอยากแบกกลับไปปู้ยี้ปู้ยำมันในครัวจังเลย...

           

             ก็นั่นล่ะครับ ในเมื่อมาไม่ทันประมูล ก็ทำได้แค่เดินดูส่วนของตลาดไป....
            ...แต่ครับ แต่... ไฮไลท์ของที่นี่ที่ผมต้องการไม่ใช่เดินดูตลาดครับ ผมไม่ยอมปล่อยท้องให้ว่างโดยไม่มีอาหารเช้าแล้วออกมาเดินเที่ยวทั้งที่ท้องว่างแน่นอน

            นี่ครับ เป้าหมายของการมาตลาดซึคิจิ ร้านซูชิแล่กันสดๆ นั่นเอง...

           

            ที่เห็นนี่คือร้านไดวะซูชิครับ ซึ่งก่อนอื่นผมคงต้องขอขอบคุณคุณ -----ROGER-----กับ entry exteen ของเขาที่ทำให้ผมหาเจอว่าร้านนี้อยู่ตรงส่วนไหนของ (เขาวงกต) ซึคิจิ สารภาพครับว่ากว่าจะหาเจอก็หิวจนตาลายเหมือนกันแต่นับว่าโชคดีครับที่ไปตอนช่วงเช้าคนเลยไม่เยอะเท่าไหร่ ได้เดินเข้าไปกินเลยไม่ต้องต่อคิว
            ถึงผมจะไม่ชอบลงรูปมากๆ เท่าไหร่.... แต่สามรูปนี้ต้องขอครับ....
            มันอร่ิอยจนละลายในปากไ้ด้จริงๆ....





           ไล่จากรูปแรกมานะครับ ที่ร้านประเดิม Set menu 3500 เยน ให้ด้วยชิ้นทางขวาก่อนเลย นั่นคือ "เนื้อปลาทูน่าติดมัน" (โทโร่) ซึ่งธรรมดาถ้าสั่งแยกตกชิ้นละ (ย้ำนะครับว่าชิ้นละ) 800 เยน เลยทีเดียว! (ที่เมืองไทยหาทานได้ในราคาชิ้นละ 299 บาทมั้งนะครับ) กินไป น้ำตาไหลไป เพราะมันทั้งอร่ิอย และแพงจนเจ็บปวด ....
            หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยกุ้งสด, ปลาฮามาจิ, ไข่หอยเม่น (อันนี้ก็สุดยอดอีกอย่างครับ ไม่คาว ไม่เลี่ยน หวานมากๆ) ปลาหมึกสด, มากุโร่ (ปลาทูน่าธรรมดา), ข้าวห่อสาหร่ายใส่ทูน่ากับไข่ปลา, ปลาไหล, ไข่หวานย่าง, แล้วก็สุดท้ายด้วยหัวกุ้งทอดแถมมาให้ชิ้นนึง (ฮ่ะๆ) ราคานี้รวมชาเขียวร้อนๆ และซุบมิโสะใส่หอยด้วยนะครับ นั่งจกกินไป ยิ้มไป แต่ก็นั่งได้ไม่นานมากหรอกครับ เกรงใจคนที่เค้าต่อคิวอยู่หน้าร้านเต็มไปหมดเลย...
            มื้อเช้ามื้อแรกในแดนอาทิตย์อุทัย หมดไปราวๆ เกือบ 1000 บาท ซะแล้ว...

            แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ลองไปชิมของดี ก็ถือว่าคุ้มละครับ (?)


            Stop 2 : Sensoji Temple, Asakusa

           หลังจากอิ่มหนำสำราญกับมื้อเช้าสุดหรูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกผมก็ออกจากตลาดซึคิจิไปอย่างช้าๆ สบายๆ ไม่รีบร้อน แน่ล่ะครับ มีเวลาเดินทั้งวัน ไม่มีอะไรต้องห่วง ...นอกจากค่ารถไฟที่ต้องจ่ายขึ้นใต้ดินอีกแล้ว....
            ไปที่อื่นก็ไปได้นะ... หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ เลย...
            ครับ ออกจากตลาดปลาสึคิจิมาด้วยรถไฟใต้ดินสายฮิบิย่า ก่อนจะสลับสายเปลี่ยนเป็นโทเอะ อาซาคุสะ  จนกระทั้งมาถึงสถานีอาซาคุสะตอนสายๆ กำลังดีเลยครับ ที่ย่านนี้ขึ้นชื่อในเรื่องความเก่าครับ เพราะมีหลายบริเวณที่เป็นแหล่งโบราณสถานมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และยังมีร้านค้าขายของฝาก และฝากพื้นเมืองเก่าๆ อยู่หลากหลายมาก ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่กรุ๊บทัวร์นิยมมาลงที่หนึ่งด้วย และนั่นคือที่ที่พวกผมกำลังจะไปกันนี่ล่ะครับ



           ออกจากสถานี่อาซาคุสะ เดินต่อมาตามถนนอีกเล็กน้อยก็ถึงแล้วครับ กับ                        "ประตูคามินาริมง" ซึ่งเป็นปากทางเข้าของวัดสำคัญที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโตเกียวนั่นเอง ซึ่งทั้งประตูนี้และโคมสีแดงที่เห็นตรงกลางนั้นถือเป็นแลนมาร์คสำคัญของย่านนี้เลยครับ วันที่ผมมาในวันนี้เป็นวันพุธก็จริง แต่ที่หน้าประตูก็มีนักท่องเที่ยวและนักเรียนที่มาจากเมืองอื่นมาทัศนศึกษาเพียบเลยล่ะครับ ...เอาล่ะ ไม่ให้เสียเวลา เข้าไปดูข้างในกันดีกว่า



         เมื่อผ่านประตูคามินาริมงเข้ามา สิ่งแรกที่เห็นก็คือนี่ล่ะครับ เขตร้านรวงขายทั้งของฝาก ของประดับ และของที่ระลึกตลอดสาย หรือที่เรียกกันว่า "นาคะมิเสะ" เห็นเค้าว่ากันว่าเขตร้านค้าตรงนี้มีอายุมาตั้งแต่สมัยเอโดะเลยล่ะครับ แต่ปัจจุบันนี้ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีทั้งร้านขายขนม ของที่ระลึกตั้งแต่พวงกุญแจ ตะเกียบ ยันดาบญี่ปุ่น อ่อ ร้านขายเสื้อผ้าก็มีนะครับ
         พอถึงจุดนี้ ผมชักเริ่มรู้สึกแปลกๆ แล้วล่ะ....
         ทำไมรู้สึกว่าเสียงรอบข้างมันคุ้นๆ หูยังไงก็ไม่รู้...

         เฉลยครับ.... ภาษาไทยครับ ฮ่ะๆๆ....
         ผมใช้เวลาเดินในนาคะมิเสะประมาณครึ่งชั่วโมง กล้าพูดได้เลยครับว่าเจอคนไทยเดินสวนหรือเดินตรงไปชมวัดด้วยไม่ต่ำกว่า 50 คน และมีทั้งที่มาเป็นกรุ๊บทัวร์และมาเดี่ยวแบบผม ยิ่งบางช่วงที่เป็นร้านขายของฝากใหญ่หน่อยนี่ ผมแทบนึกว่าตัวเองยืนซื้อของอยู่สำเพ็งเลยนะ ถ้าไม่ติดว่าเจ้าของร้านสวนภาษาถิ่นมาให้มึนกันเล่นซะก่อน
          หรือผมควรจะเรียกวัดนี้เป็นพระอารามหลวงไปเลยดีมั้ยนะ....



          ระหว่างที่คิดอยู่นั่นล่ะครับ ผมก็เดินผ่านาคะมิเสะมาจนถึงประตูชั้นที่สองหรือโฮโซมง ซึ่งเป็นทางเข้าส่วนในของวัดนี้จริงๆ ล่ะครับ และนี่ล่ะครับ วัด "โซเซนจิ" ที่กล่าวว่าสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 628 และเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว ที่ซุ้มประตูด้านในมีโคมใหญ่เหมือนกับที่คามินาริมงเช่นกันครับ และมองทอดยาวไปจนเห็นตัววิหารหลักของวัด ซึ่งมันควรจะเป็นวิวที่สวยงามมากในวันอากาศดีแบบนี้...
          ใช่ครับ มัน "ควรจะ" สวยงามมาก....



          แทบทรุดลงไปร้องไห้เลยครับ....
          ไม่รู้ว่าดวงซวยหรืออะไร ทำไมต้องมาในช่วงที่มันปิดซ่อมอาคารวิหารใหญ่ด้วยก็ไม่รู้ พอเดินผ่านประตูมาเจอภาพนี้ผมอุทานด้วยความเซ็งจนไม่รู้จะว่ายังไงเลยทีเดียว ซึ่งผมก็คาดว่านักท่องเที่ยวหลายๆ คนที่ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน (อย่างเช่นพวกผมเป็นต้น) คงรู้สึกอย่างเดียวกันกับภาพที่เห็นนี่ล่ะครับ... แต่จะให้ทำไงได้....
          ทำบุญล้างเคราะห์กันสักหน่อยก็แล้วกันนะ...
          ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมากครับ คล้ายๆ ซื้อชุดดอกไม้ทองคำเปลวบ้านเราเลยล่ะ จ่าย 100   เยนเป็นค่าธูปกำนึง แล้วก็จุดปักที่ต้องหน้าวิหารพร้อมกับไม่ลืมเลียนแบบธรรมเนียมชาวบ้านครับ ต้องวักควันธูปเข้ามาหาตัวเองด้วย จากนั้นก็เข้าไปไหว้พระด้านใน ซึ่งก็จะมีรางให้เราโยนเหรียญบริจาคเพื่ออธิษฐานอีกที่นึง ผมก็โยนไปแค่ 50 เยน (เค็มจริงๆ) แล้วก็ตบมือข้อพรประหนึ่งตัวเองโยนลงไปพันเยนได้ ถ้าคนข้างๆ เห็นเหรียญที่ผมโยนลงไปก็คงแอบเขม่นนิดๆ ล่ะครับ




          อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าตัววิหารหลักจะปิดซ่อม แต่บรรยากาศบริเวณวัดด้าในก็ถือว่าไม่เลวเลยล่ะครับ มีเจดีย์ 5 ชั้นที่เป็นสัญลักษณ์ตั้งอยู่ทางซ้าย มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ตั้งอยู่ติดกันให้เข้าชมได้ แต่ที่ผมติดใจที่สุดคือลานนั่งพักในภาพนี่ล่ะครับ ในรูปอาจจะรู้สึกธรรมดาๆ แต่บริเวณรอบๆ นั้นจัดไว้ดีมาก ข้างๆ กันจะมีสวนหย่อมที่ตั้งพระพุทธรูปปางต่างๆ และพระโพธิสัตว์อยู่ ลานนั่งนั้นเป็นแบบโปร่งให้แสงส่องอุ่นในวันอากาศเย็นแบบนี้ เหมาะไว้นั่งพักอาบแดดระหว่างเดินเที่ยวเหนื่อยๆ มากเลยล่ะครับ...
          เดินเที่ยวในวัดเสียเพลิน ผมก็ตะลอนๆ ย้อนออกมาแวะซื้อขนมและของฝากนิดๆ หน่อยๆ แถวนั้นไปตามประสา มีคนแนะนำให้ผมลองซื้อโมจิไส้สตอเบอรี่กลับไป บอกว่าอร่อยมาก... แต่จะอร่อยจริงๆ รึเปล่าผมก็ไม่รู้หรอกครับ เพราะปัจจุบันมันสูญสลายหายไปแล้วในท้องของคนในบ้านโดยที่ผมยังไม่ทันได้ชิมสักชิ้นหนึ่งเลย....
         ขอฝากรูปสุดท้ายแห่งย่านอาซาคุสะไว้ครับ รูปนี้อาจมีคนเคยได้เห็นมาบ้างแล้ว เพราะเป็นแลนมาร์คที่เด่นสะดุดตาอย่างหนึ่งของโตเกียวเลย ..."สำนักงานใหญ่บริษัทเบียร์อาซาฮี" นั่นเอง



 
          Stop 3 : Ueno Park

          เนื่องจากสัญญากับเพื่อนร่วมทางไว้ว่าเราจะใช้เวลาช่วงบ่ายเดินสนองตัณหาที่อากิฮาบาร่าก่อนจะวกไปเดินย่านอื่นๆ ในช่วงค่ำ ทำให้เหลือเวลาประมาณสองสามชั่วโมงให้เดินสบายๆ กันต่อ เพื่อนของผมก็เลยเสนอว่าลองไปเดินสวนอุเอโนะกันดีไหม ซึ่งที่เหลือก็ไม่มีใครขัดข้องครับ เพราะใช้เวลาจากอาซาคุสะไปไม่นานเลย แถมสองในสามคนที่มาด้วยกันนี้ (ผมคนหนึ่งล่ะ) ก็ยังไม่เคยไปดูที่นั่นเลยด้วย



         หลังจากขึ้นรถไฟใต้ดินสายกินซ่าจากอาซาคุสะมาได้ประมาณ 5 นาที ก็มาถึงสถานีอุเอโนะครับ อุเอโนะนับว่าเป้นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเป็นสถานีปากทางของชินคันเซนซึ่งชินคันเซนเกือบทุกสายที่เข้าออกโตเกียวจะต้องผ่าน และยังเป็นชุมทางของสายรถที่จะออกไปทางตะวันออกของโตเกียวสายหลายด้วย แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ทั้งที่เป็นย่านที่เป็นชุมทางรถหลายสาย แต่ย่านนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้ ด้วยการเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะแห่งแรกของญี่ปุ่นที่มีทั้งสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ พันธุ์ไม้หลายชนิด รวมทั้งศาลเจ้าที่สำคัญหลายแห่งไว้ในสถานที่เดียว



         บรรยากาศภายในสวนนั้นร่มรื่นจนไม่นึกว่าตั้งอยู่ใจกลางเมืองโตเกียวเลยล่ะครับ คงเปรียบได้กับเวลาเราเดินอยู่ในสวนลุมฯ ที่กรุงเทพนั่นล่ะครับ เพียงแต่ที่นี่จะไม่ราบเหมือนสวนลุม จะมีเนินเล็กเนินใหญ่มากมาย และกินอาณาบริเวณกว้างมาก



        อย่างที่กล่าวไปครับ ที่นี่เป็นแหล่งรวมสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นจำนวนมาก ทั้งศาลเจ้ามายมาย (ซึ่งผมได้ลองเข้าไปสองแห่ง คือฮานาโซโนะ อินาริ และโกโจ) มีสวนสัตว์เล็กๆ (ซึ่งดันตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับที่ทิ้งขยะ เลยทำให้ไม่น่าเดินสักเท่าไหร่) และบริเวณที่จัดพันธ์ไม้สวยๆ งามๆ อยู่หลายจุด แต่สิ่งที่ดึงดูดใจผมในตอนที่ไปนี้มากที่สุดสองอย่าง คงต้องยกให้ "ลมใบไม้ผลิ" ที่ถ้าลองยืนใต้ต้นไม้แถวที่เป็นป่าโปร่งๆ และเงี่ยหูฟัง จะได้ยินเสียงเหมือนกับคลื่นทะเลลูกใหญ่ซัดเข้ฝั่งเลยล่ะครับ เป็นลมแรงเย็นๆ ที่รู้สึกดีมาก ส่วนอีกอย่างก็คือ "อีกา" ที่ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองโตเกียวอีกอย่างไปแล้วก็ได้ โดยส่วนมากเราจะเห็นมันบ่อยๆ ในแถบที่ทิ้งขยะ แล้วสวนอุเอโนะก็ดันมีที่ทิ้งขญะที่ใหญ่อยู่ด้วย อีกาจึงมีอยู่ทั่วไปในบริเวณสวนเลย



          แต่นอกเหนือจากสองอย่างที่กล่าวมานั้น อีกสิ่งที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของสวยอุเอโนะ ก็คือการแสดงข้างถนนนี่ล่ะครับ ที่นี่นั้นการแสดงข้างถนนต้องทำอย่างเป็นกิจลักษณะมาก มีการจด/ลงทะเบียนชัดเจน แต่มักจะประจำอยู่ที่ที่ของตัวเองแสดงเป็นประจำครับ เพื่อนของผมคนที่เคยมาแล้วยังบอกว่า จำนักแสดงตลกที่ยืนเล่นอยู่ตรงมุมของจตุรัสกลางสวนได้เลย สองคนนั้นยังเล่นอยู่ที่เดิมเหมือนปีที่แล้วไม่ผิด
          ในใจของผมตอนแรกอยากจะแวะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในสุดของสวนเหมือนกัน แต่เมื่อดูเวลาและค่าเข้าชมที่แพงพอสมควรแล้ว สุดท้ายผมก็จำต้องขอผ่านไปล่ะครับ
          ฝากรูปสุดท้ายของสวนแห่งนี้ไว้ด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์ก็แล้วกัน



          
          Stop 4 : Shibuya

          ในตอนแรกว่าจะตรงไปที่อากิฮาบาร่าเลยตามแผนการแรก แต่ด้วยเวลาที่ยังพอมีเหลือ และประกอบกับเพื่อนของผมมี "ภารกิจ" ที่ต้องซื้อของฝากชิ้นหนึ่งกลับไปเมืองไทย ซึ่งมันต้องข้ามฟากเมืองไปเพื่อไปที่ร้านนั้น สุดท้ายก็เลยตกลงกันว่า เพื่อไม่ให้เสียเวลาในวันอื่น จัดการให้เสร็จในวันนี้ไปเลยดีกว่า
           อาจสงสัยใช่มั้ยครับว่ามันคืออะไร ครับ.... มันคือตุ๊กตาไบลท์นั่นเอง...
           เพื่อนของผมผู้ได้รับมอบภารกิจอันยิ่งใหญ่หยิบแผนที่และรายละเอียดของร้านที่เรากำลังจะไปออกมาให้ผมดู ซึ่งก็บอกให้พวกเราตรงไปที่ชิบูย่า ก่อนจะต้องเดินจากสถานีออกไปเล็กน้อยก่อนจะเจอร้านที่อยู่ในย่านนั้น ครับ... และแล้วการเดินทางไปล่าของฝากชิ้นแรก ก็กลายเป็นการได้ใช้ตั๋ว JR East Pass ครั้งแรกอย่างเป็นทางการไปโดยปริยาย
           ก่อนอื่นขอเท้าความกลับไปที่แผนที่เดินรถไฟเมื่อ Day 1 นะครับ ลองกดขึ้นมาดูอีกครั้งแล้วหาสายรถไฟสีเขียวอ่อนดู นี่จะเป็นสายเดินรถที่ง่ายและเหมาะในการท่องเที่ยวโตเกียวมากที่สุดสายหนึ่งครับ เพราะมันวิ่งวนเป็นวงกลมและผ่านแทบจะทุกย่านสำคัญๆ ของโตเกียวเลยทีเดียว สายนั้นคือสาย "ยามาโนเตะ" นั่นเองครับ (หากใครเคยดูในหนัง/ละคร/การ์ตูน และมีการพูดถึงรถไฟสายนี้ อาจจะเคยได้ยินว่า "ถึงหลับบนรถคันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะมันวิ่งวนเป็นวงกลม ไม่เลยป้าย" ครับ) ซึ่งคราวนี้พวกผมก็ประเดิมสายนี้ขึ้นจากอุเอโนะตรงไปชิบูย่าเลย
          อ่อ ขอกล่าวก่อนครับ หากหวังว่าจะได้เห็นภาพของย่านวัยรุ่นชิบูย่าล่ะก็ ขออภัยด้วยครับ เพราะการเดินทางจุดนี้ "เหนื่อย" จนผมไม่มีแรงแม้แต่จะหยิบกล้องออกมาถ่าย (หากผมได้รูปจากเพื่อนร่วมทางจะนำมาอัพเดตให้ได้เห็นกันนะครับ)

          หลังจากมาถึงชิบูย่าที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่จนแทบจะเหยียบกันตาย ผมก็ลองเอาแผนที่ของเืพื่อนมาดูอีกครั้ง แต่แผนที่นั้นมันค่อนข้างหยาบจนผมไม่รู้ว่าต้องเดินออกทางไหนแล้วเดินไปทางไหนต่อ ตอนแรกก็คิดว่าไม่น่ายากครัับกับแค่เดินหาร้านซื้อของ แต่ไปๆ มาๆ ผ่านไปเกือบชั่วโมงนึง ผมก็ยังหาร้านที่ว่านั้นไม่เจอ
          จนกระทั่งผมมองเห็นถนนที่ชื่อเดียวกับที่เห็นในแผนที่นั่นล่ะครับ ก็มาถึงบางอ้อ
           ....มัน....ต้อง.....เดิน......ไป.....ไกล..........................มาก........................
           ออกจากสถานี ข้ามสะพานลอยใหญ่มาอีกฟากถนน เดินเลาะไปเกือบๆ 800m เลี้ยวขวา เดินข้ามสะพานข้ามทางรถไฟ ตรงไปตามถนนนั้นอีกกิโลกว่าๆ ....กว่าจะมาถึงเป้าหมายที่เป็นร้านขายตุ๊กตาไบลท์ติดอยู่กับร้านสะดวกซื้อ am pm.... ถึงตรงนี้ผมต้องขอปลีกตัวเข้า ampm แล้วซัดกาแฟเย็นไปขวดใหญ่เต็มๆ เลยล่ะครับ ขาปวดระบมจนแทบจะเดินต่อไปไม่ไหว หลังจากซื้อเสร็จ ผมต้องขอเพื่อนๆ แวะกินข้าวกันแถวนี้เลยเพราะหิวและเหนื่อยจนตาลาย ซึ่งดูเหมือนทุกคนจะเห็นด้วย ก็เลยพากันเดินเข้าร้านข้าวหน้าเนื้อหยอดเหรียญกันไป

          หากมีใครจะฝากซื้อไบลท์เวลาคุณไปญี่ปุ่น ขอค่าแท็กซี่จากคนฝากด้วยนะครับ จะแฮปปี้

           Stop 5 :Akihabara (1st Part)

           จริงๆ ไมใช่การมาอากิฮาบาร่าครั้งแรกในทริปนี้ (Day 1 ได้มาไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ก็ได้แค่เดินซื้อแบตกล้องวิดีโอเท่านั้นเองครับ) แต่รอบนี้มีเวลาเดินตั้งแต่บ่ายสามจนตะวันตกดินลิบ ผมจึงถือว่านี่เป็นรอบจริงที่จะมาหาซื้อของล่ะครับ
           สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักย่านนี้ของโตเกียว ให้กล่าวกันสั้นๆ ก็คือเป็นย่าน "Electric city" ที่เป็นแหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเทคโนโลยี อะไหล่ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นานาชนิดครับ แต่นอกเหนือไปกว่านั้น ย่านนี้ยังเป็นแหล่งรวมสินค้าทุกชนิดเกี่ยวกับเกม อนิเมชั่น หนังสือการ์ตูน ไลท์โนเวล และบรรดาสินค้างานอดิเรกต่างๆ ทั้งแบบธรรมดาและแปลกจนต้องอุทาน ซึ่งอย่างหลังนั่นล่ะครับที่ทำให้ย่านนี้เป็นที่รู้จักของบรรดาผู้ที่เสพ "สื่อบันเทิง 2 มิติ" จากญี่ปุ่น และหวังจะมาย่านนี้สักครั้งเพื่อซื้อของที่ตัวเองสะสมหรืออยากได้กลับไป
          ถึงจะใช้เวลาอยู่ในย่านนี้นานพอสมควร แต่ร้าน "แทบทุกร้าน" ในย่านนี้จะห้ามถ่ายภาพครับ ครั้งจะแอบถ่ายมามันก็ไม่มีอะไรที่ถึงขนาดต้องแอบถ่ายกลับมา ผมจึงขอเก็บมาแค่บรรยากาศภายนอกของย่านนี้ตอนบ่ายๆ มาให้ดูก็แล้วกัน
        

             นี่เป็นภนนสายหลักที่ตัดผ่านย่านนี้ครับ ซึ่งสองฝั่งถนนนี้ก็จะเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมาย ส่วนมากฝั่งที่อยู่ทางซ้ายจะเน้นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเกมของเครื่องคอนโซลต่างๆ ส่วนฝั่งทางขวาก็จะเป็นร้านของสะสม สิ้นค้าเกี่ยวกับการ์ตูน และของสนองนี๊ดคนบ้าการ์ตูนเสียส่วนมาก เลยไปอีกหน่อยก็จะเจอร้านขายสินค้าอิเล็กโทรนิคซอฟแมป กับยาโดบาชิคาเมร่า ซึ่งทั้งสองร้านเป็นร้านใหญ่ที่ช่วงเย็นๆ มักจะมีประกาศลดราคาพิเศษให้ได้เข้าไปซื้อ/จองกันครับ 



(ร้าน Gamers ...จริงๆ เดินร้านนี้ร้านเดียว ก็ทำคุณกระเป๋าฉีกได้ดื้อๆ แล้วครับ)
        
           แต่ถึงจะมีเวลาเดินตลอดทั้งบ่ายจนถึงเย็น แต่ผมก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงซื้อของมาน้อยมาก เดินเกือบทั่วย่านแล้วแต่ก็ได้ติดตัวมาแค่ CD หนึ่งแผ่นกับโปสเตอร์สองแผ่นเท่านั้นเอง อาจจะเป็นเพราะผมสยองกับราคาที่หลายชิ้นมันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล คิดว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาซื้ออีกทีก็ได้ แล้วพอเดินไปเดินมาความอยากได้มันก็ค่อยๆ หายไปจนช่างมันไปในที่สุด...  
           ช่วงที่ผมไปนั้นมีหนังสือการ์ตูน นิยาย และสมุดรวมภาพเล่มใหม่ๆ ออกเยอะพอสมควรครับ เร็วๆ นี้รอดูข่่าวในเมืองไทยก็แล้วกัน อาจจะได้เห็นชื่อเรื่องคุ้นๆ ตาอัพเดตเล่มใหม่ตามกันมาก็ได้
           ตะวันตกดินจนได้ สุดท้ายผมกับเพื่อนร่วมทางก็แบกของที่ซื้อมากันทั้งหมดนั่งรถกลับจากอากิฮาบาร่าไปอุเอโนะ ย้อนไปที่มินามิ-เซ็นจูกลับที่พักไปในที่สุดครับ เดินกันมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ายันสองทุ่ม แถมที่อากิฮาบาร่านั้นเดินขึ้นลงบันได ยืนดูของ ยืนเลือกของจนไม่ได้นั่งพักเลย ผมมารู้สึกตัวอีกทีขาก็ชาจนขยับแทบไม่ได้แล้วล่ะครับ

           Last Stop : 7-eleven in front of Aizuya Inn!?

           ครับ อ่านไม่ผิดหรอก ...ที่สุดท้ายที่พวกผมแวะกันคือเซเว่นครับ
           จากคำชักชวนของเพื่อนร่วมทาง (ที่หมดเงินกันไปหลายขนานจากอากิฮาบาร่า) และความอยากลองของตัวผมเอง ก็เลยตกลงว่ามื้อเย็นวันนี้จะกินกันแบบ "สิ้นคิด" ด้วยอาหารกล่องจากเซเว่นล่ะครับ แต่เดี๋ยวครับ เดี๋ยว อย่าเพิ่งนึกถึงอาหารแช่แข็งอย่างที่ขายในบ้านเรานะ
           อาหารจากร้านสะดวกซื้อที่นี่นั้น ถือว่าดีกว่าในบ้านเราหลายขุมเลยครับ
           ร้านส่วนมากที่ใหญ่ๆ (เช่น 7, Fmily mart) ในโตเกียวนั้นจะมีอาหารให้เลือกหลายอย่างมาก ตั้งแต่เบสิกสุดๆ อย่างข้ามปั้นสามเหลี่ยมไส้ต่างๆ (ราคา 100-130 เยน) ไปจนถึงชุดอาหารจานเดียวเล็กกลางใหญ่ (สนนราคาประมาณ 400-1000 เยน) หากจะบอกว่า มาเที่ยวญี่ปุ่นและอาศัยยังชีพด้วยร้านสะดวกซื้อ ก็สามารถทำได้เลยละครับ ถึงจะพลาดลิ้มรสของดีในร้านอาหาร แต่หากอยากประหยัและรีบจริงๆ ล่ะก็ ร้านสะดวกซื้อเป็นช้อยส์หนึ่งของคุณเลย
          ผมเลือกชุดแฮมเบิร์กสเต็กกับพาสต้า แล้วก็เอาไข่่หวานย่างอีกแพ็คหยึ่ง าลพิสขวดกลางหนึ่งขวด สามอย่างราคารวมกันประมาณ 1000 เยนได้ รสชาติอาจจะไม่ได้ดีเด่อะไรเท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่าร้านสะดวกซื้อเมืองไทยนั่นล่ะครับ มันก็เลยกินได้อย่างไม่เครียด

           และนั่นล่ะครับ วันที่สองในการเดินเที่ยวในโตเกียว ฉบับตามใจฉันก็จบลง อาจจะสงสัยนะครับว่า "แล้วที่นั่นล่ะไม่ได้ไปเหรอ" "ทำไมไม่เห็นมี .... เลย" แต่ก็อย่างว่านะครับ มันเป็นฉบับตามใจฉันมากๆ แถมเลือกไปแต่ที่ที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่พักหรือที่ที่จะไปต่อ สุดท้ายก็เลยเลือกเอาตามสัญชาตญาณจนออกมาเป็นเช่นนี้
           หรืออาจเป็นเพราะส่วนตัว ผมไม่ค่อยชอบเมืองโตเกียวสักเท่าไหร่ด้วย ....พูดตรงๆ ว่า ผมไม่อยากจะใช้เวลาเที่ยวในเมืองนี้เกินหนึ่งวันมากเท่าไหร่ ถึงจะต้องพักอยู่ในเมืองนี้ก็เถอะ...
           แต่ไม่ว่าอย่างไร... วันรุ่งขึ้นก็จะได้ออกไปนอกโตเกียวแล้ว....
           คืนนี้... พักผ่อนให้สบายกันดีกว่าครับ
           ยังต้องเดินเท้าเที่ยวกันอีกเยอะ... 

----------------------------------------------

ฉันยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน บนสี่แยกที่เต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าและแสงแดดยามบ่าย
 ทว่ารอบตัวกลับเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบพูดคุยระหว่างกัน
 ทำไมหนอ.... ทั้งที่ผู้คนมากมายจนมองไม่เห็นพื้นคอนกรีตเบื้องล่าง
 ทำไมหนอ.... ทั้งที่ยังเป็นยามบ่ายแสนสงบ ท้องฟ้ายังสดใสอยู่เบื้องบน
 เพราะอะไร... ทำไมที่นี่ถึงไร้เสียงผู้คน
 รู้สึกหนาวเหน็บราวกับยืนอยู่ผู้เดียว ทั้งที่แสงแดดยามบ่ายยังแผดจ้าอยู่เหนือหัว
 รู้สึกหวาดกลัวจนอยากร้องไห้ ข้างกายไม่มีผู้ใดจะคอยช่วยเหลือ
 ในเมืองแห่งนี้ เมืองสีเทาที่ไร้เสียงผู้คนนี้...
 ฉันยืนอยู่ลำพัง ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ก้าวผ่านไปไม่ใยดี

 ฉันเกลียดเมืองแห่งนี้....
 แต่ก็ไม่อาจตัดใจจากมันได้เช่นกัน...
A Trip to Greyish World - Day 2 : Around & Around...... End

--------------------------------------------
ลงบันทึกเมื่อ :  15 พฤษภาคม 2552
ลงบันทึกเสร็จสมบูรณ์ : 18 พฤษภาคม 2552
ลงบันทึกครั้งแรก : ที่นี่

HeliumHe

 

Lyrics translation : Glass no Kutsu - Itou Kanako

posted on 05 May 2009 22:15 by helium  in Recommended-Songs
         
          ตอนแรกคิดว่าจะลงบันทึกการเดินทางต่อจากคราวที่แล้ว แต่หลังจากเพิ่งอ่าน Saya no Uta จบ ผมก็อดเอาเพลงนี้มาคั่นเวลาไม่ได้จริงๆ นั่นล่ะครับ
          เนื้อหาสั้นๆ ...กระชับ... รุนแรง....สมกับตัวเรื่องที่อ่านแค่สามชั่วโมงก็จบแล้ว ถ้ายังไงหากพอจะมีเวลา (และไม่สะอิดสะเอียนกับระดับความรุนแรงของเนื้อเรื่อง) ผมแนะนำให้หามาลองอ่านดูนะครับ เป็น Visual Novel เรื่องหนึ่งที่ห้ามพลาดเลยล่ะ

--------------------------------------------------------------------

Glass no Kutsu

 

Glass no Kutsu

คำร้อง : Itou Kanako
เรียบเรียง : Murakami Masayoshi
อัลบั้ม : Puzzle, Sayano Uta OST

冬の花が咲いた               Fuyu no hana ga saita
走り行く季節の中             Hashiri iku kisetsu no naka
そらした目の端を             Sorashita me no hashi o
イタイ風がなでるだけ       Itai kaze ga naderudake

二人でみつめた               Futari de mitsumeta
その色は変わらぬ朱        Sono iro ha kawaranu aka
つかませておいて            Tsukamasete oite
手を離した                      Te o hanashita

壊れたカケラみつめて     Kowareta kakera mitsumete
動けないまま                    Ugokenai mama
今 こぼれ落ちて・・・          Ima, kobore ochite...
夢のカケラあつめて          Yume no kakera atsumete
動けないまま                    Ugokenai mama
今 こぼれ落ちて消えた     Ima, kobore ochite kieta

春の花が咲いた               Haru no hana ga saita
むせかえる季節の中        Musekaeru kisetsu no naka
そらした目の端を             Sorashita me no hashi o
ぬるい風がなでるだけ      Nurui kaze ga naderudake

二人でみつけた                Futari de mitsuketa
その場所は消えゆく蒼      Sono basho ha kieyuku ao
つかませておいて             Tsukamasete oite
手を離した                       Te o hanashita

砕けたかけら抱いて         Kudaketa kakera idaite
離せないまま                   Hanasenai mama
今 こぼれ落ちて・・・          Ima, kobore ochite...
追憶のかけらあつめて     Toki no kakera atsumete
抱きしめたまま                 Dakishimeta mama
今 こぼれ落ちて消えた     Ima, kobore ochite kieta


壊れたカケラみつめて     Kowareta kakera mitsumete
動けないまま                    Ugokenai mama
今 こぼれ落ちて・・・          Ima, kobore ochite...
夢のカケラあつめて         Yume no kakera atsumete
動けないまま                    Ugokenai mama
今 こぼれ落ちて消えた     Ima, kobore ochite kieta

 
Translation

ดอกไม้แห่งฤดูหนาวบานสะพรั่ง
ในฤดูกาลที่ยังคงเปลี่ยนผันไป
มีเพียงสายลมที่แสนเจ็บปวดเท่านั้น
ที่พัดผ่านปลายสายตาที่หลุบหนีของฉันไป

ภาพที่เราสองคนทอดมองด้วยกันนั้น
คือแสงสีแดงก่ำที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อฉันดึงมือของเธอมากุมไว้
เธอกลับปล่อยมือจากฉันไป

ฉันเฝ้ามองชิ้นส่วนที่กำลังแตกสลายไปต่อหน้า
ในยามที่ไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีก
ก่อนที่มันจะหลุดลอยไปกับตา...
ฉันไขว่คว้าเศษซากความฝันที่แหลกสลายอยู่ตรงหน้า
ในยามที่ไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีก
ก่อนที่มันจะหลุดลอย และเลือนหายไปกับตา...

ดอกไม้ในยามใบไม้ผลิบานสะพรั่ง
ในฤดูกาลที่หยุดนิ่งราวกับไร้ลมหายใจ
มีเพียงสายลมอุ่นๆ เท่านั้น
ที่พัดผ่านปลายสายตาที่หลุบหนีของฉันไป

ที่ที่เราสองคนค้นพบด้วยกันนั้น
เหลือเพียงแสงสีครามที่กำลังเลือนหายไป
และเมื่อฉันดึงมือของเธอมากุมไว้
เธอก็ปล่อยมือจากฉันไป

ฉันเหนี่ยวรั้งเศษเสี้ยวที่แหลกสลายไว้สุดกลั้น
ทั้งที่ไม่อาจทนพรากจากมันได้อีก
แต่แล้วมันก็หลุดลอยไปกับตา...
ฉันไขว่คว้าเศษซากกาลเวลาของเราสอง
อยากจะโอบกอดมันไว้ให้เนิ่นนาน
แต่มันก็หลุดลอย และเลือนหายไปกับตา...

ฉันเฝ้ามองชิ้นส่วนที่กำลังแตกสลายไปต่อหน้า
ในยามที่ไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีก
ก่อนที่มันจะหลุดลอยไปกับตา...
ฉันไขว่คว้าเศษซากความฝันที่แหลกสลายอยู่ตรงหน้า
ในยามที่ไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีก
ก่อนที่มันจะหลุดลอย และเลือนหายไปกับตา...

--------------------------------------------

แปลเมื่อวันที่ : 5 พฤษภาคม 2552
แปลและลงบันทึกครั้งแรก : ที่นี่

ขอขอบคุณ TLwiki สำหรับเนื้อแพลงและแพทช์ภาษาอังกฤษของ Saya no Uta
Thanks to TLwiki for the Japanese and Romaji lyric. Also, for the translation patch of a great game, Saya no Uta

HeliumHe